บีโอไอเผยเอกชนลงทุนชายแดนใต้
สานฝันเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

บีโอไอสนับสนุนภาคเอกชนลงทุนในพื้นที่อาเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี รับโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ย้าจุดยืนดึงการลงทุนของภาคเอกชน สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้อย่างยั่งยืน เผยไฟเขียวโรงแรม หนุนอุตฯ การท่องเที่ยว ขณะที่บริษัทหนองจิกพัฒนา ลงทุนผลิตผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว คาดดันยอดใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้มูลค่ากว่า 500 ล้านบาทต่อปี
นายเศกสรรค์ เรืองโวหาร ที่ปรึกษาด้านการลงทุน สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการโรงแรม และกิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว โดยทั้ง 2 กิจการตั้งอยู่ในพื้นที่อาเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนภายใต้โครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ของรัฐบาลที่มุ่งสร้างงานสร้างรายได้ รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
“รัฐบาลมีนโยบายโครงการเมืองต้นแบบในพื้นที่ 3 อาเภอ ใน 3 จังหวัด คือ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อ.เบตง จ.ยะลา และ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส บีโอไอจีงให้สิทธิประโยชน์เป็นพิเศษมากกว่าการลงทุนชายแดนใต้ปกติ การลงทุนของทั้ง 2 กิจการครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนเห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ ช่วยสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนรายอื่นให้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนต่อไป” นายเศกสรรค์ กล่าว
ทั้งนี้ กิจการโรงแรมเป็นของกลุ่มนักลงทุนจากมาเลเซีย เงินลงทุน 120 ล้านบาท เป็นโรงแรมแบบทันสมัยสาหรับกลุ่มลูกค้าที่เป็นครอบครัว หรือกลุ่มที่เข้าพักเพื่อประชุม สัมมนา ซึ่งนอกจากจะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวในพื้นที่แล้ว ยังก่อให้เกิดรายได้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจร้านอาหาร ของที่ระลึก ขนส่ง รวมถึงก่อให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ด้วย
สาหรับกิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว เป็นโครงการลงทุนของบริษัท หนองจิกพัฒนา จากัด โดยจะผลิตน้ากะทิ น้ามันมะพร้าวสกัดเย็น ผลิตภัณฑ์น้ามะพร้าว รวมถึงใช้ประโยชน์จากกะลามะพร้าว ผิวมะพร้าว กากมะพร้าว และใยมะพร้าว เป็นต้น เงินลงทุนรวม 500 ล้านบาท โครงการนี้จะผลิตเพื่อจาหน่ายในประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศ เช่น จีน อเมริกา และยุโรป ซึ่งในปัจจุบันมีกลุ่มผู้แพ้นมวัว หรือกลุ่มผู้บริโภคนมจากพืชที่เป็นออร์แกนิค หันมาให้ความสนใจบริโภคน้ากะทิกันมากขึ้น โดยวัตถุดิบที่ เป็นมะพร้าวผล และเนื้อมะพร้าว โครงการจะรับซื้อจากชุมชนในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง คาดว่าจะช่วยให้เกิดการกระจายรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวได้ไม่น้อยกว่าปีละ 500 ล้านบาท

รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ 






 

Call Center

Callcenter down

แนะนำบริการ

  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.